
พระพุทธศาสนาพันธุ์ใหม่ในอเมริกา
(มุมมองของพระธรรมทูตไทย)
เมื่อพูดถึงความเจริญเติบโตของพระพุทธศาสนาในอเมริกา
เราผู้ที่เป็นเจ้าของต้นตำหรับก็อดดีใจไม่ได้
เหมือนกับพ่อค้าแม่ขายที่นำเสนอสินค้าไปแล้วเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า
ติดตามซื้อกันอย่างโกลาหล
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระธรรมทูต
ผู้ที่ทำหน้าที่ประกาศและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าสู่จิตใจของประชาชน
ก็ยิ่งภูมิใจใหญ่เลยที่มีผู้นับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น
มีวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วสหรัฐอเมริกา
การที่พระพุทธศาสนาเข้ามาอยู่ในสังคมอเมริกันได้อย่างรวดเร็ว ก็อาจจะมีเหตุผลหลายประการที่เป็นสิ่งเอื้ออำนวยให้การแพร่ขยายของคำสั่งสอนไปถึงผู้นับถือได้อย่างรวดเร็ว เช่นการเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบิน ซึ่งรวดเร็วกว่าการเดินเท้า และการใช้ล้อใช้เกวียนแบบสมัยโบราณอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยและรวดเร็วยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก เช่น การส่งคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร และอินเตอร์เน็ต เวปไซด์ ไปรษณีย์อีเล็คทรอนิค(อีเมล์) ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนได้ทั้งสิ้น
นอกจากนั้นกระแสความนิยมพระพุทธศาสนาในอเมริกาก็มาจากตัวอย่างผู้คนในสังคมหลักที่ทำหน้าที่สื่อสารกับมวลชน
เช่นพวกดาราภาพยนตร์ฮอลลีวูด
ที่หันมานับถือพระพุทธศาสนา
นักกีฬา
นักดนตรี
ที่มีชื่อเสียงและผู้คนอื่น
ๆ ที่มีหน้ามีตาในสังคมอเมริกันประกาศตัวเป็นชาวพุทธ
ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ให้พุทธศาสนาโดงดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
การนับถือพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นแฟชั่นเท่านั้น
แต่เป็นการแซกซึมเข้าไปอยู่ในกระแสหลักของสังคมและวัฒนธรรมอเมริกันเสียแล้ว
ความภาคภูมิใจของชาวพุทธเอเซีย กับการขยายตัวของผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างรวดเร็ว และการที่เราจะฝากความหวังไว้กับสังคมอเมริกันให้ดูแลพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่เราควรจะนำมาวิเคราะห์ ตามหลักจิตวิทยา และในแง่สังคมแบบบริโภคนิยม และวัตถุนิยมสูงแบบคนอเมริกันคิด ชาวพุทธเอเชียอาจจะนึกไม่ถึงว่า มีจำนวนชาวอเมริกันไม่น้อยที่คิดว่า ตนเองเป็นชาวพุทธที่ดีกว่า จริงใจกว่า รู้เรื่องมากกว่าชาวเอเชียด้วยซ้ำไป เหตุผลที่เขากล่าวเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะมาจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนอเมริกันที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับนิสัยลึก ๆ ที่ติดตัวมาก่อนแล้วเรื่องการ เหยียดผิว และทนงตนว่าเป็นชาติอารยธรรมกว่าชาติอื่น ๆ ในโลก
พระพุทธศาสนาแบบอเมริกันสไตล์จึงเกิดขึ้น
ถึงแม้จะยังไม่ประกาศเป็น
ลัทธิ หรือ
เป็นนิกายที่ชัดเจนก็ตาม
แต่แนวคิด และแนวทางปฎิบัติ
นั้นบ่งบอกออกมาในลักษณะเฉพาะตัว
เช่น การไม่เน้นเรื่องการทำบุญให้ทาน
เผื่อแผ่เจือจานแบบสังคมพุทธในทวีปเอเชีย
สังคมอเมริกันมีอุดมคติว่า
ทุกคนต้องช่วยตัวเอง
ไม่ควรจะพึ่งรัฐ
หรือผู้อื่นมากจนเกินไป
และความคิดที่ว่า
ไม่มีคำว่าฟรีในสังคมวัตถุนิยม
ทำให้มีกลไกทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องในสังคมพุทธของชาวอเมริกันมากขึ้น
เช่มเมื่อมีการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมาแล้วก็จะมีการโฆษณาตัวเอง
เหมือนสินค้า
หรือ
การขายบริการ
ซึ่งถ้าคิดดูให้ดี
ๆ แล้วก็ไม่ต่างไปจากโรงแรม
หรือสถานเริงรมย์ทั้งหลาย
ถึงแม้จะไม่ทำในลักษณะที่น่าเกลียดเกินไปก็ตาม
สังคมอเมริกัน เป็นสังคมปัจเจกชนมากเกินไป ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนาแบบอเมริกันเน้นหนักที่ตัวบุคคลอย่างแรงกล้า อาจจะทำให้ขาดมิติแห่งชุมชนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือ ที่เรียกว่า “สังฆะ” และอีกอย่างหนึ่งชาวพุทธอเมริกันบางกลุ่มยังปฏิเสธเรื่องการบวช อาจจะเป็นเพราะกลุ่มแรกที่เข้าไปศึกษาพระพุทธศาสนาสนใจแต่ในเรื่องปรัชญา และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงไม่ค่อยสนใจในเรื่องของนักบวชและพิธีกรรม เขามีความเห็นว่าการศึกษาพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติทางจิต ไม่จำเป็นต้องถือเพศบรรพชิต บางครั้งถ้าเรามองไปเฉพาะที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนาก็ลงมือปฏิบัติได้เลย ไม่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมากนัก แต่ว่าต้นไม้ใหญ่นั้นก็ต้องมีทั้งเปลือกและแก่น ถ้าไม่มีเปลือกห่อหุ้มแก่นก็อยู่ไม่ได้ จะเห็นว่าในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา การบวชเป็นสถาบันหนึ่ง หรือ เป็นพุทธบริษัทหนึ่งที่พระพุทธองค์ฝากพระพุทธศาสนาไว้ให้ช่วยกันจรรโลงและเผยแผ่ เพราะว่ามีนักบวชนี่แหละ จึงทำให้สามารถรักษาคำสั่งสอนและวิถีชีวิตแบบพุทธเอาไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้
หันมามองพุทธศาสนาแบบไทยในอเมริกา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งธรรมทูตศาสนาแรกของโลก แต่พระธรรมทูตในพระพุทธศาสนาไม่ต้องการที่จะไปเปลี่ยนศาสนา หรือ ความเชื่อของใคร หากแต่ประสงค์เพื่อที่จะแบ่งบันความสุขสงบร่มเย็นภายในให้แก่เพื่อนร่วมโลก คือ เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบไทย ได้เริ่มขึ้นไม่นานคือประมาณ ๓๐ กว่าปีมานี้เองที่ได้มีการสร้างวัด และศาสนสถานขึ้นมาในชุมชนคนไทยตามรัฐต่าง ๆ ทั่วอเมริกา และงานเผยแผ่ หรือ วัตถุประสงค์ในการสร้างวัดในยุคแรกก็เพื่อสนองความต้องการของชุมชนเท่านั้น เรียกว่าพระสงฆ์มาทำหน้าที่รักษา “ศรัทธา” ของชาวพุทธที่ต้องการที่จะมีวัด หรือ มีพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่ชุมชนนั้น ๆ และก็เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ยังไม่เป็นระบบ แม้แต่การคัดเลือกพระธรรมทูตที่จะให้มาปฏิบัติศาสนกิจก็เดินทางมาตามครูบาอาจารย์ที่เคยมาอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น ไม่ได้คัดสรรคุณภาพ หรือ ความต้องการของชุมชน
งานอบรมพระธรรมทูตอย่างเป็นระบบได้เริ่มขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๓๘
โดยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และกรมการศาสนา
จัดเป็นหลักสูตร
อบรมพระสงฆ์ที่ต้องการจะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ
และต่อมาได้พัฒนาหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือก
เพิ่มกฎเกณฑ์ต่าง
ๆ
มากมายจนได้พระธรรมทูตในอุดมคติ
ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้อบรมผ่านไปแล้ว
๑๒ รุ่น
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพระธรรมทูตรุ่นใหม่ก็ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และผลที่ได้รับยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร เพราะเกิดจากปัญหาและอุปสรรคหลาย ๆ อย่าง และประเด็นหลักก็เพื่อรักษาศรัทธาของคนชาติเดียวกันมากกว่าที่จะมุ่งเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่ในการสร้างวัด เพื่อประะกอบพิธีกรรมให้กับคนไทย หรือ ชาวพุทธที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลาว เขมร เวียตนาม จีน และวัดไทยในชุมชนคนไทยในต่างแดนกลับทำหน้าที่เพื่อเป็นตัวแทนแห่งวัฒนธรรมไทย แทนที่จะนำหลักธรรมเข้าสู่จิตใจอย่างลึกซื้ง
อยากจะขอนำคำพูดของครูบาอาจารย์หัวหน้าโครงการพระธรรมทูต
มจร.ของเราที่เคยให้ฉายาพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกาว่า
“พระธรรมทูต
แบบกระทิงแดง”
หมายความว่า
พระธรรมทูตที่มาทำหน้าที่ส่วนใหญ่จะสนองความต้องการของคนไทย
และคนเอเชียเท่านั้น
เหมือนเครื่องดื่มชูกำลังชนิดหนึ่งยี่ห้อ
กระทิงแดง
มีการโฆษณาว่า
เดี๋ยวนี้มีการส่งขายทั่วโลก
แต่ปรากฏว่าผู้ที่ซื้อดื่ม
ก็คือคนไทย
และคนที่อพยพไปจากเอเชียด้วยกัน
ประชาชนเจ้าของถิ่น
เจ้าของประเทศเขาไม่ซื้อดื่มกันเท่าไร
ส่วนพระธรรมทูตในอุดมคติ และเป็นที่หวัง ที่พึงปรารถนา คือ พระธรรมทูตแบบ “ต้มยำกุ้ง” คือสามารถทำงานเผยแผ่กับชาวบ้านท้องถิ่นได้ คือมุ่งที่เจ้าของประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน หรือ ยุโรป ก็ตามได้เห็นคุณค่า และนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั่นแหละจึงจะเป็นเหมือนคนไทยที่มาตั้งร้านอาหารไทยในต่างแดน แล้วโฆษณาอาหารไทย โดยเฉพาะต้มยำกุ้งให้ฝรั่งได้รู้จัก และซื้ออาหารไทย(แพง ๆ) กินกันอย่างติดอกติดใจ อยากจะเห็นพระธรรมทูตไทยทำงานในเชิงรุก (ไม่ใช่ไปเปลี่ยนศาสนาเขา) แต่นำความสุขไปให้เขาได้ ความจริงสังคมอเมริกันก็มีปัญหาทางด้านจิตใจมาก ถ้าเขาได้ลิ้มรสพระธรรม จนสามารถแก้ทุกข์ได้ ก็นั่นแหละพระพุทธศาสนาจึงจะแทรกเข้าไปสู่จิตใจ และเข้าสู่สังคมอเมริกันได้อย่างผสมกลมกลืน
นี่เป็นมุมมองหนึ่ง
เป็นทัศนะส่วนตัวในฐานะที่เป็นพระธรรมทูตอยู่อเมริกามา
๑๔
ปีได้ทำงานตามหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ไทย
และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตามความสามารถอันน้อยนิด
แต่ก็ภูมิใจในตัวเองอย่างน้อยก็ได้นำธรรมะมาสู่ดินแดนส่วนนี้มาจุด
ประกายไว้
เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้สานต่อ
ได้สร้างชุมชนไทยให้มั่นคงโดยมีวัดไทยเป็นศูนย์กลางสืบไป
*ที่อยู่/ที่ทำงานปัจจุบัน
วัดไทยกรุงวอชิงตัน
ดี.ซี.
สหรัฐอเมริกา
Wat Thai Washington, D.C.
13440 Lay hill Road,
Tel. (301) 871-8660, (301) 871-8661, Fax.(301) 871-5007
www.watthaidc.org, www.thanat.iirt.net,
www.handymeditation.blogspot.com
E-mail: t_inthisan@hotmail.com, t_inthisan@rediffmail.com
สังกัดในประเทศไทย
วัดอัมพวัน
ราชวัตร
ถ.นครไชยศรี
แขวงถนนนครไชยศรี
เขตดุสิต
กรุงเทพฯ
๑๐๓๐๐
