Wat Thai Washington, D.C. 13440 Layhill Rd.Silver Spring,MD Tel. (301)871-8660,871-8661
หน้าหลัก ความเป็นมา วัตถุประสงค์ โครงสร้างบริหาร บุคคลากร งานเผยแผ่ ติดต่อเรา
แนะนำวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.
 


ในท่ามกลางแห่งความเจริญทางด้านวัตถุอย่างสูง การค้นคว้าทางเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า บวกกับสติปัญญาของมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นตามหลักวิชาการอย่างรวดเร็ว จนได้รับความสะดวกสบายพรั่งพร้อมไปทุกสิ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงความสุขอย่างสูงสุดในชีวิตนี้
กลุ่มคนไทยที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยในดินแดนส่วนนี้จึงต้องปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ให้เข้ากับสังคมที่หลากหลายวัฒนธรรมแต่วัฒนธรรมของตนเองก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้  เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. คือจุดศูนย์รวมของมรดกไทยอันล้ำค่า ก่อเกิดขึ้นมาจากจุดเล็กๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ต้นปี พ.ศ. 2514 (1971) ชุมชนชาวไทยในกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. กลุ่มหนึ่งได้จัดตั้ง “ชมรมชาวพุทธ” ขึ้น และได้นินมต์พระสงฆ์จาก LA มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน ต่อมาชมรมชาวพุทธได้ยกฐานะขึ้นเป็น พุทธสมาคมแห่งกรุ่งวอชิงตัน, ดี.ซี. มีชื่อเป็นภาภาอังกฤษว่า “The Buddhist Association in Washington, D.C.”
เมื่อฐานะเป็น พุทธสมาคม แล้ว ทางหน่วยราชการมี ฯพณฯ เอกอัครราชทูต สุนทร หงส์ลดารมย์ เป็นที่ปรึกษาของสมาคม, พ.อ. ปราโมชช์ ถาวรฉันท์ ผู้ช่วยทูตทหารบก เป็นนายกพุทธสมาคมพร้อมด้วยกรรมการบริหารอีก 14 ท่าน
การบริหารงานพุทธสมาคมได้ดำเนินไปด้วยดีโดยมี ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย เป็นที่ปรึกษา พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานต่างๆ ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ทุกๆ สมัยสืบต่อมา
ปลายปี พ.ศ. 2516 (1973) พ.อ. วิเชียร บูรณศิริ ที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย เป็นนายกพุทธสมาคม ได้นัดประชุมและมีมติไห้ดำเนินการจัดตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น โดยนิมนต์พระสงฆ์มาอยู่ประจำปฏิบัติศาสนกิจ
การจัดตั้งสำนักสงฆ์นี้ เริ่มด้วย พุทธสมาคมได้เช่าบ้านเลขที่ 705 Wayne Avenue, Silver Spring, MD ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 350.00 เหรียญสหรัฐ
พ.อ. วิเชียร บุรณศิริ นายกพุทธสมาคม ได้ติดต่อขอความเมตตาจากพระมหาโสบิน โสปาโก หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย ให้นิมนต์พระมาประจำปฏิบัติศาสนกิจให้ทันในวันเข้าพรรษา
ซึ่งท่านได้ทำหนังสือกราบเรียนไปยังพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ
พระธรรมทูตชุดแรก 2 รูปที่ได้รับนิมนต์มาปฏิบัติศาสนกิจ คือ พระครูพิบูลโพธาภิรัต และพระปลัดวรศักดิ์ ทีปงกโร แห่งวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาถึงในวันที่ 4 กรกฎาคม 2517 (1974) (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ) ตรงกับวันอาฬหบูชา-วันเข้าพรรษา ซึ่งถือเป็นวันปฐมฤกษ์เปิดสำนักสงฆ์แห่งแรกของชมรมไทยในกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ประชาชนชาวไทยทั้งหลายต่างก็ปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีพระสงฆ์มาอยู่ประจำ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจสืบไป
เมื่อมีพระสงฆ์มาอยู่จำพรรษาแล้ว ชาวไทยที่อยู่ในเขตกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. แมรีแลนด์, เวอจิเนียร์ ตลอดทั้งรัฐใกล้เคียง ได้ทราบข่าวอันเป็นมงคลนี้ต่างก็พากันมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 (1974) พระปลัดวรศักดิ์ ทีปงกโร ได้เดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากสุขภาพไม่อำนวย ทางพุทธสมาคมจึงได้ติดต่อกับพระมหาโสบิน โสปาโก อีกครั้งให้ช่วยนิมนต์พระสงฆ์มาทำหน้าที่แทน ซึ่งท่านได้นิมนต์ พระมหาเกลี้ยง เตชวโร ขณะนั้นประจำอยู่วัดไทยลอสแองเจลิส เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับพระครูโพธาภิรัต
ต้นปี พ.ศ. 2518 (1975) พระครูพิบูลโพธาภิรัต ได้เดินทางกลับประเทศไทย และไม่สามารถจะกลับมาปฏิบัติศาสนกิจได้อีก ทางพุทธสมาคมจึงได้เรียนปรึกษาพระมหาโสบินอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ท่านได้ทำหนังสือนิมนต์พระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนโท แห่งวัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง กรุงเทพฯ มาปฏิบัติหน้าที่แทน ท่านได้เดินทางมาถึงสำนักสงฆ์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2518 (1975) และได้อยู่ประจำปฏิบัติศาสนกิจเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้
เดือนกรกฎาคม 2519 (1976) พุทธสมาคมสามารถชื้อบ้านพร้อมที่ดินที่เช่าอยู่นั้น ถวายเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาได้สำเร็จในราคา 52,500 เหรียญสหรัฐโดยการบริหารงานร่วมกับพระสงฆ์ที่อยู่ประจำ ซึ่งสามารถเรียกสายธารศรัทธาจากญาติโยมได้เป็นอย่างดี การดำเนินงานได้เป็นไปด้วยความราบรื่นและรวดเร็ว
นอกจากวัดจะเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธแล้ว ยังได้ขยายกิจกรรมนำหลักธรรมเข้าสู่เยาวชน โดยการเปิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพื่อสอนภาษาไทยควบคู่ไปกับการสอนพุทธศาสนาเบื้องต้น และศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อให้เยาวชนของชาติยึดมั่นในเอกลักษณ์ของตน
ประมาณกลางปี พ.ศ. 2520 (1977) คณะกรรมการพุทธสมาคมแห่งกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ได้ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อแสวงหาสถานที่แห่งใหม่
ในที่สุด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2523 (1980) คณะกรรมการจัดหาสถานที่ได้พบบ้านเลขที่ 9033 Georgia Avenue, Silver Spring ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่วัดเก่า เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางสำหรับคนไทย สะดวกในการไปมา และที่สำคัญคือมีสถานที่กว้างกว่าเดิมถึง 2 เท่า คณะกรรมการจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ซื้ออาคารสถานที่แห่งนี้ในราคา 240,000 เหรียญ และได้ย้ายเข้าอยู่เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2525 (1980)
เมื่อวัดได้ทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่ชมชนเพิ่มมากขึ้นเช่น การสอนภาษาไทย การสอนธรรมและปฏิบัติธรรมะและปฏิบัตวิปัสสนากัมมัฏฐานอันเป็นกิจกรรมหลักในการเผยแผ่พุทธศาสนา ประกอบกับในคราวมีงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ได้ เกิดปัญหาด้านสถานที่ไม่พอในการขยายตัวของชุมชน และปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่พอเพราะมีเนื้อที่จำกัด
คณะกรรมการจึงต้องจัดหาสถานที่ใหม่ในการสร้างวัดที่ถาวรสืบไป
ในที่สุด คณะกรรมการพุทธสมาคมได้พบสถานที่ที่เหมาะสม ณ บ้านเลขที่ 13440 Layhill road, Silver Spring, MD มีเนื้อที่ 5 เอเคอร์ เป็นป่าไม้เขียวขจี มีธารน้ำใสไหลเย็นเป็นธรรมชาติ สนามหญ้ากว้างขวางสบายตา มีหมู่กวางเดินออกมาให้เห็นเป็นครั้งคราวมีสัตว์เล็กสัตว์น้อย และมวลดอกไม้นานาพันธุ์เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่ง
คณะกรรมการจึงตกลงซื้อในราคา $265,000 เหรียญสหรัฐและได้สร้างห้องพระประธานขึ้นติดกับอาคารเดิม
20 กรกฎาคม 2529 (1986) ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา ได้อันเชิญหลวงพ่อพระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี. ซึ่งเป็นพระประธานประจำวัดไทยฯ ดี.ซี. มาตลอด ขึ้นประดิษฐาน ณ ที่แห่งใหม่ นับว่าเป็นมงคลนิมิตหมายคล้ายกับวันที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ในสมัยพุทธกาล
2 มิถุนายน 2535 (1992) ด้วยความวิริยะอุสาหะของคณะกรรมการพุทธสมาคมฯ ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมหาสุรสักดิ์ ชีวานนโท พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. ก็ได้รับอนุญาตให้เป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายโดยสมบูรณ์
การพัฒนาวัดตามนโยบายและโครงการที่วางไว้ จึงได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
ได้สร้างห้องพระประธานต่อออกไปจากอาคารเดิม ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นห้องพักสำหรับพระสงฆ์ 2 ห้องนอน และห้องธุรการ (Office)
ได้สร้างห้องน้ำใหม่ 2 ห้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่มาทำบุญที่วัด
ได้สร้างที่จอดรถ ซึ่งสมารถจอดได้ 80 คัน
ได้สร้างห้องครัว และห้องฉันภัตาหารขึ้นใหม่ใหญ่กว่าเดิมเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนไทยที่เข้าวัดทำบุญมากขึ้น
ได้ปรับปรุงห้องธุรการเดิมเป็นห้องสมุดให้บริการด้านวิชาการศาสนา, ศิลปวัฒนธรรม และห้องโสตทัศนอุปกรณ์ให้บริการด้าน VDO เทป และเทปธรรมแก่ผู้สนใจ
การสร้างอุโบสถ-ศาลา (ขึ้นเป็นตัวหนังสือ)
เมื่อวัดได้สร้างขึ้นเป็นหลักฐาน มีอาคารสถานที่เป็นถาวรวัตถุมั่นคงพอสมควรแล้ว แต่ยังขาดความสมบูรณ์ของคำว่า วัด ในทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ พระอุโบสถ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ประกอบสังฆกรรมตามพระวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต
คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัด จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งอนุกรรมการสร้างศาลาอเนกประสงค์ขึ้นคณะหนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเสียสละอดทน
5 มีนาคม พ.ศ. 2536 (1993) ได้เริ่มดำเนินการขออนุญาตเพื่อทำการก่อสร้างอุโบสถ-ศาลา
6 มิถุนายน 2536 (1993) ตรงกับวันวิสาขบูชา ทางวัดได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยมีพระราชกิตติเวที ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เป็นประธานในพิธีผ่ายสงฆ์ มีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ผ่ายเถรวาทเข้าร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และสวดชัยมงคลคาถาเป็นจำนวนมาก
และมีคุณบุษยา บุนนาค อัครราชฑูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. เป็นประธานวางศิลาฤกษ์
5 มีนาคม พ.ศ. 2537 (1994) ทางวัดก็ได้รับข่าวอันเป็นมงคลคือได้รับอนุญาตจากทางการให้ทำการก่อสร้างอุโบสถ-ศาลาได้ตามวัตถุประสงค์
ทางคณะอนุกรรมการพุทธมาคมจึงได้ตกลงเซ็นสัญญาการก่อสร้างกับบริษัท Warder & Associates Inc. ในราคา $ 1,143,883.00
13 มิถุนายน พ.ศ. 2537 (1994) ได้ลงมือก่อสร้างอย่างเป็นทางการ
การก่อสร้างศาลาได้ดำเนินไปโดยลำดับ จนสำเร็จเรียบร้อยตามสัญญาทุกประการ
และได้รับใบอนุญาตให้เข้าใช้อาคารสถานที่ได้ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 (1995)
อาคารหลังนี้ได้รับขนานนามว่า “อุโบสถ-ศาลาพระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี.”
อุโบสถ-ศาลาหลังนี้ มีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น แบบทรงไทยผสม มีขนาดความกว้าง 40 ฟุต ความยาว 100 ฟุต
ชั้นบนเป็นอุโบสถ ประดิษฐานองค์พระประธาน, ใช้ประกอบสังฆกรรมและพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสามารถบรรจุคนได้ประมาณ 300 คน
ชั้นล่าง เป็นห้องโถงอเนกประสงค์ สามารถดัดแปลงเป็นห้องประชุม, ห้องเรียน, ห้องจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ได้
17-18 มิถุนายน 2538 (1995) เป็นวันอุดมมงคล ที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดได้ประชุมตกลงกำหนดจัดงานสมโภชฉลองอุโบสถ-ศาลา และพิธีสมโภชฉลองผูกสีมา-ฝังลูกนิมิต เพื่อให้วัดมีฐานะอันสมบูรณ์ตามพระวินัยพุทธบัญญัติสืบไป
อนึ่ง โดยความร่วมมือจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์ มาประดิษฐานที่อุโบสถ-ศาลา นับว่าเป็นเกียรติและสิริมงคลอย่างสูงสุดแก่วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.
และในการจัดงานครั้งนี้ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าหญิง วุฒิเฉลิมวุฒิชัย เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีตัดลูกนิมิต โดยมี ฯพณฯ มนัสพาสน์ ชูโต เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เป็นประธานจัดงานฝ่ายฆราวาส
ทางฝ่ายคณะสงฆ์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เมตตานุเคราะห์ มีบัญชาให้พระธรรมราชานุวัตร ประธานสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิส มาเป็นประธานในพิธีการผูกพัทธสีมา
พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ คณาจารย์จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย เดินทางมาร่วมในงานนี้อีกหลายรูป
ในการจัดงานครั้งนี้ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยฯ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 19/2538 ในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2535 (1995) คณะกรรมการและสมาชิกของสมัชชาสงฆ์ไทยฯ วัดต่างๆ ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุม และร่วมทำสังฆกรรมเป็นจำนวนมากในประวัติศาสตร์
วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ก่อกำเนิดขึ้นมาจากสายธารศรัทธาอันแรงกล้าของพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ทั้งในเขตกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. แมรี่แลนด์ เวอร์จิเนีย และรัฐใก้ลเคียง ขยายออกไปถึงรัฐอื่นๆ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน แต่หากใครก็ตามที่ได้ย่างกรายเข้าสู่เขตอารามอันร่มรื่นด้วยหมู่แมกไม้สายธารอันเป็นธรรมชาติ ย่อมให้เกิดความเย็นกาย และถ้าได้ดื่มด่ำกับรสแห่งพุทธรรมแล้ว ย่อมได้รับความฉ่ำเย็นใจสุขสงบภายใต้ร่มโพธิ์ทองของพระพุทธศาสนาเสมอเหมือนกันหมด
วัดไทยกรุงวอชิง, ดี.ซี. ได้อำนวยประโยชน์แก่ชุมชน ทั้งทางด้านศาสนา ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามอย่างกว้างขวางและฝังรากลึกเป็นปึกแผ่นในดินแดนส่วนนี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้และยืนยันถึงความรัก ความสมัครสมานสามัคคีที่มั่นคงของชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา และเป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในต่างแดนชั่วกาลนาน